สัปะรด ของอร่อย คุณประโยชน์สูง

สับปะรด เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ หลายคนจึงเชื่อว่าการบริโภคสับปะรดอาจช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์จึงพยายามหาข้อพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ของสับปะรด เพื่อประสิทธิผลทางสุขภาพและการรักษาอันจะเป็นประโยชน์ในอนาคต
ในสับปะรดอุดมไปด้วยกรดซิตริกหรือกรดมะนาว (Citric) และกรดมาลิก (Malic) ที่เป็นสารให้รสเปรี้ยว โดยมีกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic) หรือวิตามินซี ซึ่งมีประโยชน์ต่อการทำงานในระบบต่าง ๆ ของร่างกายรวมอยู่ด้วย

ส่วนอีกหนึ่งสารสำคัญที่พบในสับปะรด คือ เอนไซม์โบรมีเลน (Bromelain) ซึ่งเชื่อกันว่าสารนี้อาจช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารต้านการอักเสบ หรือกระทั่งมีผลยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกที่ผิดปกติ รวมถึงอาจช่วยชะลอการแข็งตัวของเลือดได้

ดังนั้น นอกจากการบริโภคเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน สับปะรดยังเป็นหนึ่งในผลไม้สำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจและศึกษาประสิทธิผลของมัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางการแพทย์และสุขภาพ ดังเช่นประเด็นที่สำคัญ ต่อไปนี้

1 เสริมสร้างภูมิคุ้มกันภายในร่างกายให้แข็งแรง จากวิตามินซีที่มีอยู่สูงในสับปะรดจะทำให้ร่างกายติดเชื้อยากและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

2 สรรพคุณของสับประรด ช่วยดูแลสุขภาพภายในช่องปากให้แข็งแรง ไม่เป็นโรคต่างๆ เกี่ยวกับช่องปากหรือโรคเหงือก

3 สับปะรดมีวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะเข้ามาทำลายเซลล์ในร่างกาย

4 ประโยชน์ของสับปะรด ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส และช่วยลดการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

5 วิตามินซีที่มีสูงในสับปะรดนั้นยังช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัด ขับเสมหะในลำคอได้

6 ช่วยย่อยอาหารจำพวกโปรตีน เพราะในสับปะรดมีเอนไซม์ธรรมชาติคือ บรอมีเลน ที่ย่อยอาหารได้ทั้งสภาวะกรดและด่าง จึงลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง

7 สามารถป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งอัมพฤกษ์ อัมพาต เนื่องจากเอนไซม์บรอมีเลนที่มีอยู่สับปะรดจะไปช่วยลดการเกาะกันเป็นลิ่มเลือดของเกล็ดเลือด

8 เอนไซม์บรอมีเลนยังมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้ออ่อนๆ ที่ช่วยทำลายแบคทีเรียไม่มีประโยชน์ และยังช่วยสมานแผล ลดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ด้วย

9 กินสับปะรดเป็นประจำช่วยลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ มะเร็งปอด ฯลฯ โดยบรอมีเลนจะทำให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) ซึ่งช่วยให้เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์มะเร็งได้

10 หากมีอาการท้องผูก ขับถ่ายไม่สะดวก ให้กินสับปะรดหลังอาหารเป็นประจำจะช่วยทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น สับปะรดมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ แต่ไม่ควรกินมากเกินไปเพราะจะทำให้เกิดอาการท้องเสียแทน

11 ใยอาหารในสับปะรดมีสรรพคุณไม่เป็นสองรองใครแน่นอน นั่นจึงทำให้เป็นผลไม้ที่ช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี และยังทำให้รู้สึกอิ่มเร็วด้วย

12 บรรเทาอาการจากโรคเกาต์ได้ โดยเอนไซม์บรอมีเลนจะช่วยยับยั้งอาการอักเสบ และยังช่วยลดอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ หลังจากการออกกำลังกาย เล่นกีฬาหรือทำงานหนักๆ

13 สรรพคุณของสับปะรด มีฤทธิ์ช่วยในการขับปัสสาวะ ปัสสาวะไม่ออก แก้ขัดเบา รักษาโรคนิ่ว

14 ช่วยเพิ่มระดับเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย จัดเป็นยาบำรุงกำลังจากธรรมชาติสำหรับผู้ชายที่ดีมาก

15 สับปะรดก็มีประโยชน์ต่อผู้หญิงเช่นกัน เพราะช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน ขับประจำเดือนได้ดีขึ้น

16 วิตามินบี 1 และวิตามินบี 6 ในสับปะรดแม้จะมีไม่มากแต่มีความจำเป็นต่อร่างกาย เพราะจะช่วยป้องกันอาการเหน็บชา เหนื่อยง่าย ทำให้ระบบประสาทและเม็ดเลือดทำงานดีขึ้น ไม่เจ็บป่วยง่าย

17 สับปะรดอุดมด้วยแมกนีเซียมและแคลเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อ ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง

18 สับปะรดมีสรรพคุณบรรเทาอาการร้อนกระสับกระส่าย กระหายน้ำ ไม่ว่าจะกินแบบสดหรือปั่นเป็นน้ำสับปะรดดื่มก็ได้เช่นกัน

รู้ถึง 18 สรรพคุณ ประโยชน์ของสับปะรดที่ช่วยต้านโรคกันแล้ว…ก็อย่าหักโหมไปกินสับปะรดจนมากเกินไปล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นผลเสียแทน เพราะสับปะรดมีฤทธิ์เป็นยาถ่าย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางไม่ควรจะกินในปริมาณมาก แล้วที่นี้เราก็จะได้รับประโยชน์จากสับปะรดอย่างเต็มที่แล้ว จะเลือกกินสับปะรดแบบสดๆ ฉ่ำๆ จะดื่มน้ำสับปะรดปั่น หรือนำมาทำเป็นอาหารก็ได้ไม่ว่ากัน และหากจะสะดวกกว่านั้น สับปะรดอบแห้ง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนรักษ์สุขภาพ

คุณค่าทางโภชนาการของสับปะรดต่อ 100 กรัม
พลังงาน 50 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 13.12 กรัม
น้ำตาล 9.85 กรัม
เส้นใย 1.4 กรัม
รูปสับปะรดไขมัน 0.12 กรัม
โปรตีน 0.54 กรัม
วิตามินบี 1 0.079 มิลลิกรัม 7%
วิตามินบี 2 0.032 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 3 0.5 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี 5 0.213 มิลลิกรัม 4%
วิตามินบี 6 0.112 มิลลิกรัม 9%
วิตามินบี 9 18 ไมโครกรัม 5%
โคลีน 5.5 มิลลิกรัม 1%
วิตามินซี 47.8 มิลลิกรัม 58%
ธาตุแคลเซียม 13 มิลลิกรัม 1%
ธาตุเหล็ก 0.29 มิลลิกรัม 2%
ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.927 มิลลิกรัม 44%
ธาตุฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม 1%
ธาตุโพแทสเซียม 109 มิลลิกรัม 2%
ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.12 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

ปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคสับปะรด

ปริมาณที่พอดีสำหรับการบริโภคต่อวัน คือ เนื้อสับปะรด 2 ชิ้น ซึ่งจะมีวิตามินซีอยู่ประมาณ 100 มิลลิกรัม ส่วนสับปะรดที่ถูกแปรรูปแล้วอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น น้ำสับปะรด ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมักมีสารโบรมีเลนอยู่ประมาณ 500 มิลลิกรัม

ส่วนใช้สารโบรมีเลนที่เป็นสารสกัดจากสับปะรดเพื่อผลทางการรักษา ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เท่านั้น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาปริมาณตามความเหมาะสม โดยปริมาณทั่วไปอยู่ที่ครั้งละ 40 มิลลิกรัม 3-4 ครั้ง/วัน

ความปลอดภัยในการบริโภคสับปะรด

ผู้บริโภคทั่วไป

โดยทั่วไป การบริโภคสับปะรดจะปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่พอดี หรือไม่เกินกว่าปริมาณที่แนะนำ
สารโบรมีเลนในสับปะรดมีความเป็นพิษต่ำมาก แต่อย่างไรก็ตาม สารนี้อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการบริโภคได้ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วง ประจำเดือนมามากกว่าปกติ มีผดผื่นคันตามผิวหนัง
การรับประทานสับปะรดมากจนเกินไปอาจทำให้มีอาการปากบวมหรือแก้มบวม ริมฝีปากหรือมุมปากอักเสบได้
การรับประทานน้ำสับปะรดที่ยังไม่สุกเต็มที่อาจทำให้อาเจียนอย่างรุนแรงได้
ผู้ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร แม้ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอเกี่ยวกับอันตรายจากการรับประทานสับปะรดในผู้ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร แต่ผู้บริโภคควรระมัดระวังและรับประทานสับปะรดในปริมาณที่พอดีเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดผลข้างเคียงต่อตนเองและทารก
ผู้ป่วยภูมิแพ้หรือมีภาวะภูมิไวเกิน หากเป็นผู้ที่แพ้สารประกอบใด ๆ ในสับปะรด ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคสับปะรดและอาหารบางชนิด หรือหลีกเลี่ยงสารที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ในลักษณะเดียวกันได้ เช่น แครอท ข้าวสาลี ผักชีฝรั่ง ผักชีล้อม สารลาเท็กซ์ ละอองเรณูของต้นหญ้า เป็นต้น หรือหากผู้ป่วยไม่แน่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานอาหารทุกครั้ง
ผู้ป่วยผ่าตัด สารโบรมีเลนในสับปะรดอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะมีเลือดออกทั้งในระหว่างการผ่าตัดและหลังการผ่าตัด ดังนั้น ควรหยุดบริโภคสับปะรดและสารโบรมีเลนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนวันผ่าตัด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.pobpad.com
https://www.sanook.com/
sukkaphap-d.com
medthai.com

Related posts